หลายคนเข้าใจว่า "เสียงดัง" คือสาเหตุหลักที่ทำให้หูเสื่อม แต่ความจริงแล้ว ทั้งความดังและความถี่ของเสียง ล้วนมีผลต่อสุขภาพการได้ยิน
เสียงความถี่สูง
เสียงความถี่สูง เช่น เสียงนกหวีด เสียงสัญญาณเตือน หรือเสียงแหลมจากเครื่องจักร มักส่งผลต่อเซลล์ขนรับเสียงในหูชั้นในได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะเซลล์บริเวณฐานของอวัยวะรูปหอยโข่ง (cochlea) ซึ่งทำหน้าที่รับความถี่สูง หากได้รับเสียงดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อ ได้ยินเสียงพูดไม่ชัด หรือมีเสียงดังในหู (หูวิ้ง) และในการตรวจการได้ยิน (audiogram) มักพบรอยบากที่ความถี่ 4,000 เฮิรตซ์ (4,000 Hz notch) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาวะหูเสื่อมจากเสียงดังในระยะเริ่มต้น
เสียงความถี่ต่ำ
เสียงความถี่ต่ำ เช่น เสียงเครื่องยนต์ เสียงเบสจากลำโพง หรือเสียงเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ แม้อาจไม่รู้สึกแสบหูเท่าเสียงแหลม แต่หากได้รับเป็นเวลานานหรือมีความดังสูงมากพอ ก็ยังทำอันตรายต่อเซลล์รับเสียงได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีรายงานความสัมพันธ์ ระหว่างเสียงความถี่ต่ำกับอาการรำคาญ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า หรือรบกวนสมาธิและการนอนหลับ
สิ่งที่ทำลายหูมากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเสียงสูงหรือเสียงต่ำ หากมี ระดับความดังมากกว่า 85 เดซิเบล และได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็สามารถทำลายเซลล์รับเสียงในหูได้ ซึ่งเซลล์เหล่านี้ไม่สามารถฟื้นตัวหรือสร้างใหม่ได้ ทั้งนี้ ความเสี่ยงขึ้นกับทั้งความดังและระยะเวลาสัมผัสร่วมกัน ยกเว้นเสียงดังกระแทกรุนแรงมาก ๆ ที่ทำอันตรายได้ทันทีแม้สัมผัสเพียงครั้งเดียว
วิธีป้องกันหูเสื่อม
หลีกเลี่ยงการฟังเสียงดังเป็นเวลานาน
ใช้หูฟังตามหลัก 60/60 คือ ระดับเสียงไม่เกิน 60% ของระดับสูงสุด และฟังต่อเนื่องไม่เกิน 60 นาทีต่อครั้ง
พักหูเป็นระยะเมื่ออยู่ในที่ที่มีเสียงดัง
สวมอุปกรณ์ป้องกันเสียง หากทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง
สรุป
ความถี่ของเสียงส่งผลต่อหูแตกต่างกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ "ความดัง" และ "ระยะเวลาที่สัมผัสเสียง" การลดการสัมผัสเสียงดังและดูแลสุขภาพหูอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยินในระยะยาวได้